ซ่อมบำรุง เช็คเครื่องปรับอากาศทำอย่างไรให้ห้องเย็นฉ่ำ แบบไม่เปลืองค่าไฟ

ซ่อมบำรุง เช็คเครื่องปรับอากาศทำอย่างไรให้ห้องเย็นฉ่ำ แบบไม่เปลืองค่าไฟ ร้อนค่ะร้อน อากาศร้อนขึ้นทุกวัน อาบน้ำแป๊บเดียวเหงื่อแตกจนแทบอยากจะไปอาบน้ำใหม่ หรือบางทีพอตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าเหงื่อออกเหนอะหนะไปทั้งตัว เราเลยอยากมาแนะนำวิธีที่จะทำให้เราผ่านหน้าร้อนแบบนี้ไปสบายๆ แถมเย็นฉ่ำ

1.เช็คเรื่องการล้างแอร์ การล้างแอร์ปีละ 1-2 ครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แอร์ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และยืดอายุการใช้งาน

2.เช็คเรื่องตำแหน่งตั้งแอร์ ควรตั้งแอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อสามารถกระจายลมและความเย็นได้ทั่วห้อง

3.เช็คตำแหน่งการวางคอมเพรสเซอร์แอร์ ตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมในการวางคอมเพรสเซอร์แอร์คือ ระเบียง บนดาดฟ้า สิ่งสำคัญคืออย่าให้คอมเพรสเซอร์แอร์ตากแดด เพราะแสงแดดจะทำให้ท่อเดินน้ำยาแอร์เสื่อมสภาพเร็ว และระยะห่างของตัวภายในกับตัวภายนอก ไม่ควรจะห่างกันเกิน 10 เมตร

4.เช็คอุณหภูมิให้อยู่ที่ 25 องศา ซึ่งอุณหภูมินี้เป็นอุณหภูมิที่ทำให้ร่างกายรู้สึกเย็นสบาย และช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าการปรับอุณหภูมิแอร์ทุกๆ 1 องศาเซลเซียส จะช่วยประหยัดพลังงาน

5.เช็คว่าเราไม่ทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นโดยใช่เหตุ เช่นไม่ควรปลูกต้นไม้หรือตากผ้าในห้องแอร์ เพราะมันจะทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น ปิดผ้าม่านหรือปิดประตู หน้าต่างไม่สนิทขณะเปิดแอร์ การเปิดพัดลมระบายอากาศในขณะที่เปิดแอร์ยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักรวมทั้งไม่ควรให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเช่นตู้เย็น หม้อต้มน้ำร้อน เครื่องชงกาแฟอยู่ในห้อง เพราะจะทำให้แอร์หรือเครื่องปรับอากาศทำงานหนักเกินไป

วิธีคำนวณ BTU แอร์ ให้พอดีกับห้อง

BTU (British Thermal Unit) คือ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง (ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมากในระบบของเครื่องปรับอากาศ) สามารถเทียบได้กับหน่วยจูลหรือแคลอรีในระบบสากล โดยที่ความร้อน 1 BTU คือปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ แอร์นั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการดึงความร้อน (ถ่ายเทความร้อน) ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียู (BTU) เช่นแอร์ขนาด 14,000 บีทียูต่อชั่วโมง หมายความว่าแอร์เครื่องนั้นมีความสามารถในการดึงความร้อนออกจาก ห้องปรับอากาศ 14,000 บีทียูภายในเวลา 1 ชั่วโมง

ทำไมต้องเลือก BTU แอร์ ให้พอเหมาะกับขนาดของห้อง

– ถ้าเลือก BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิ์ภาพในการทำงานลดน้อยลง ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลื้องพลังงาน
– ถ้าเลือก BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ สิ้นเปลื้องพลังงานและเครื่องเสียเร็ว

สรุปก็คือ การเลือกขนาด BTU ของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของห้อง จะช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่สิ้นเปลื้องพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

วิธีคำนวณ BTU ที่เหมาะสม

ตารางข้างต้นเป็นการคำนวณบีทียูห้องมาตรฐาน ทั้งนี้ลูกค้าควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆเพิ่มเติม

คำนวณโดยใช้สูตรพื้นที่ห้อง

BTU = [กว้าง(เมตร) x ยาว(เมตร)] x ตัวแปร

ตัวแปร

750 สำหรับห้องนอนปกติ *ไม่โดดแดด
800 สำหรับห้องนอนปกติ *โดดแดด
850 สำหรับห้องทำงาน *ไม่โดดแดด
900 สำหรับห้องทำงาน *โดดแดด
950 – 1,100 สำหรับร้านอาหาร ร้านทำผม มินิมาร์ท ร้านค้า สำนักงาน *ไม่โดดแดด
1,000 – 1,200 สำหรับร้านอาหาร ร้านทำผม มินิมาร์ท ร้านค้า สำนักงาน *โดดแดด
ตัวอย่างการคำนวณ

ห้องนอนไม่ค่อยโดดแดด กว้าง 5.5 เมตร, ยาว 6 เมตร

BTU = [5.5 เมตร x 6 เมตร] x 700

= 33 ตารางเมตร x 700

= 23,100 => 24,000

เพราะฉะนั้น ลูกค้าควรใช้แอร์ขนาด 24,000 บีทียู (สามารถสูง-ต่ำได้นิดหน่อย แต่ไม่ควรเกิน 1,000 บีทียู)

ปัจจัยที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม

ทิศทางที่แดดส่องหรือทิศที่ตั้งของห้อง
วัสดุหลังคามีฉนวนกันความร้อนหรือไม่
ความสูงระหว่างพื้นกับเพดานห้อง
ขนาดของประตูหรือหน้าต่างกระจก
ความถี่ในการเปิด/ปิดประตู เข้า/ออก
จำนวนคนในห้อง
จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง อาทิ คอมพิวเตอร์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ เตาอบ

ห้องที่มีฝ้าเพดานสูง คำนวณโดยใช้สูตรปริมาตรของห้อง

BTU = [[กว้าง(เมตร) x ยาว(เมตร) x สูง(เมตร)] x ตัวแปร] / 3

ตัวอย่างการคำนวณห้องที่มีเพดานสูง

ห้องทำงานโดดแดด กว้าง 4 เมตร, ยาว 8 เมตร, สูง 3.5 เมตร

BTU = [[4 เมตร x 8.5 เมตร x 3.5 เมตร ] x 900] / 3

= [112 ตารางเมตร x 900] / 3

= 107,100 / 3

= 35,700 => 24,000

เพราะฉะนั้น ลูกค้าควรใช้แอร์ขนาด 36,000 บีทียู (สามารถสูง-ต่ำได้นิดหน่อย แต่ไม่ควรเกิน 1,000 บีทียู)